การรักษาหลุมสิวด้วย Scarlet Laser

Scarlet Laser รักษาหลุมสิว รอยแผลเป็น และกระชับรูขุมขน

 

การรักษาหลุมสิวด้วยเครื่อง Scarlet Laser คืออะไร ?

  •  เป็นเครื่องที่รวมเอา 2 เทคโนโลยีมารวมกัน คือ การปล่อยคลื่นวิทยุ Radio frequency (RF) และ Microneedle therapy ซึ่ง Microneedle ของ scarlet จะเป็นหัวที่เต็มไปด้วยเข็มขนาดเล็กมาก ทำหน้าที่เป็นตัวนำคลื่นวิทยุ RF ให้ลงไปสู่ชั้นผิวหนังที่ลึกลงไป จะช่วยในเรื่องของการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ชั้นผิว และทำให้ผิวกระชับขึ้นด้วย ในกรณีที่มีปัญหาหลุมสิว รูขุมขนกว้าง รอยสิว ก็สามารถช่วยให้ผิวเต็มตื้น เรียบเนียนขึ้น เป็นการฟื้นฟูผิวไปในคราวเดียว โดยแพทย์สามารถเลือกปรับระดับความลึกของเข็มให้เหมาะกับปัญหาของแต่ละคนได้

รักษาหลุมสิวด้วย Scarlet Laser ใช้เวลานานไหม ?

  • ในการทำ Scarlet Laser แต่ละครั้ง จะมีการแปะยาชาก่อน 30-45 นาที และใช้ระยะเวลาในการทำประมาณ 30 นาที การทำ Scarlet Laser สามารถเห็นผลได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ทำ แต่จะให้ชัดเจนแนะนำทำต่อเนื่อง 3 ครั้งขึ้นไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพผิวเดิม และความหนักเบาของปัญหาที่เป็นด้วย ระยะเวลาในการทำแต่ละครั้งเว้นประมาณ 2-4 สัปดาห์

ผลลัพธ์ที่ได้จากการรักษาหลุมสิว ด้วย Scarlet Laser อย่างต่อเนื่อง ?

  • รักษาหลุมสิว รอยแผลเป็น ให้กลับมาเต็มตื้น เป็นการกระตุ้นให้ผิวเราเกิดการฟื้นฟูตัวเองเร็วขึ้น และทำให้หลุมสิวเต็มตื้นขึ้นได้
  • ฟื้นฟูและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนจากชั้นใต้ผิว Microneedle ของ scarlet เป็นเข็มที่เล็กมาก ๆ 25 เข็ม ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นตัวนำคลื่นวิทยุ Radio frequency (RF) และ Microneedle therapy ให้ลงไปสู่ชั้นผิวหนังที่ลึกลงไปเพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน คอลลาเจนในชั้นผิวมีสามารถช่วยทำให้ริ้วรอยที่เกิดขึ้นจางลงได้
  • ริ้วรอยให้ตื้นขึ้น ผิวยกกระชับขึ้น คลื่นวิทยุ Radio frequency (RF) และ Microneedle therapy ที่จะถูกส่งผ่านจากผิวชั้นนอกเข้าสู่ผิวชั้นใน จะถูกเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อนและเข้าไปกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนที่ผิว ทำให้หลุมสิวดูตื้นขึ้น ผิวหน้ากระชับเต่งตึง
  • กระชับรูขุมขน ผิวหน้าเรียบเนียนขึ้น คลื่นวิทยุ Radio frequency (RF) จะทำให้ เกิดการกระตุ้นคอลลาเจนให้มีการสร้างใหม่ ทำให้ผิวหน้าดูเต่งตึง อ่อนเยาว์มากขึ้น รูขุมขนดูเล็กลง
  • รอยดำ รอยแดงจากสิวจางลง ผิวหน้ากระจ่างใสการปล่อยคลื่นวิทยุ Radio frequency (RF) และ Microneedle therapy ยังช่วยในการรักษาริ้วรอย และจุดด่างดำ รอยดำ แดงจากสิวอีกด้วย 

ทำไมต้องเลือก Scarlet

  • 1. เพิ่ม volume เพิ่มคอลลาเจนให้ผิวหน้า ด้วยการกระตุ้นผิวที่ลึกมากถึงชั้นคอลลาเจน พลังงาน RF จะทำให้ เกิดการกระตุ้นคอลลาเจนให้มีการสร้างใหม่ ทำให้ผิวหน้าดูเต่งตึง อ่อนเยาว์มากขึ้น รูขุมขนดูเล็กลง
  • 2. เป็นการรักษาด้วย Fractional RF ที่ได้ผลดีที่สุด fractional RF วิธีอื่น ๆ มักทิ้งแผลไว้ที่ผิวด้านนอก ซึ่งต้องใช้เวลานานกว่าจะหายดี และเสี่ยงต่อการเกิดรอยดำตามมา แต่การทำ scarlet จะช่วยกระตุ้นทั้งผิวชั้นนอก (Epidermis) และชั้นหนังแท้ (Dermis) โดยไม่ก่อให้เกิดแผลที่ภายนอก การกระตุ้น ผิวชั้นนอกด้วย Fractional RF ของ scarlet จะช่วยให้ผิวด้านนอกดูเรียบเนียน ลดรอยหลุมสิว แผลเป็น ทำให้รูขุมขนเล็กลง การกระตุ้น ผิวชั้นหนังแท้ จะทำให้เกิดการสร้างใหม่ของ เส้นใยที่ช่วยพยุงผิว เช่น คอลลาเจน (Collagen) ทำให้ผิวหนังกระชับขึ้น มีความเต่งตึง มีความแข็งแรงมากยิ่งขึ้น
  • 3. เจ็บน้อย ไม่มีผลข้างเคียง ไม่ต้องพักฟื้น ด้วยระบบ ” Shock Free Needle ” เทคโนโลยีใหม่ล่าสุด ที่จะมีการปล่อยพลังงานไปพร้อมกับจังหวะการลงของเข็ม ทำให้ความเจ็บน้อยลง และช่วยไม่ให้เลือดออก ทำให้ผู้ป่วยจะไม่รู้สึกอะไรเลยขณะทำการรักษา (มีการแปะยาชาบริเวณผิวหน้าร่วมด้วย)  สามารถเห็นผลได้ทันทีหลังรับการรักษา ภายหลังการทำ จะมีการกระตุ้นคอลลาเจน ตามบริเวณที่รับการรักษา ทำให้ผิวหน้าเต่งตึงยิ่งขึ้น   Scarlet laser ช่วยฟื้นฟูผิวหน้า, เพิ่มความยืดหยุ่นของผิว, และรักษารอยหลุมสิว

ใครที่เหมาะกับการทำ Scarlet Laser?

  • 1. มีแผลเป็นลึก –  เป็นลักษณะแผลเป็นที่พบได้ทั่วไปจากสิว, การบีบสิว, รอยบาดเล็ก ๆน้อย ๆ และการผ่าตัด แผลเป็นแบบลึก
  • 2. มีหลุมสิว รอยสิว – หลุมสิว เกิดจาก สิวอักเสบ ที่เกิดขึ้นและไม่ได้รับการรักษาที่ถูกวิธี ทำให้เกิดโพรงหนอง เกิดการยุบตัวของผิว ลุกลามจนกินเนื้อใน ถึงขั้นทำให้เนื้อหายจนกลายเป็นหลุมได้
  • 3. มีรูขุมขนกว้าง –  ผิวผลิตน้ำมันมากเกินไป เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดรูขุมขนกว้าง เพราะจะเกิดการขยายของรูขุมขน ทำให้รูขุมขนกว้างได้มีริ้วรอยเหี่ยวย่น หย่อนคล้อย

**** ผลลัพธ์ที่ได้ขึ้นอยู่แต่ละบุคคล****

การดูแลตัวเองหลังทำ Scarlet Laser ?

  • หลังการรักษาสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ จะมีอาการบวมแดงโดยประมาณ 1-3 ชม. แรก หลังจากนั้นจะมีสะเก็ดบาง ๆ ขึ้นและค่อยๆหลุดไปเอง และจะเห็นได้ว่าผิวหน้าใสขึ้น ดูเรียบเนียนขึ้น ทั้งนี้อยู่กับสภาพผิวของแต่ละคนด้วย

ควรทำบ่อยแค่ไหน?

  • 1. ทำทุก 2-4 สัปดาห์ ติดกัน 5 ครั้ง ( ขึ้นกับสภาพผิว และปัญหา) หลังทำสามารถเห็นผลการรักษาได้ทันที
  • 2. เห็นผลชัดเจนยิ่งขึ้น จากการสร้างคอลลาเจนเต็มที่ ใช้เวลาประมาณ 6 เดือน
  • 3. ทำซ้ำได้ทุก 6 เดือน – 1 ปี ขึ้นกับความรุนแรงของปัญหา และสภาพผิวหน้า หากทำ SCARLET LASER 5 ครั้ง ร่วมกับการทำ Subcision หลุมสิว ไปด้วยนั้นจะส่งผล ให้ผิวหน้าเรียบเนียนขึ้น การรักษาสิวได้ผลดีขึ้น

**หมายเหตุ ผลการรักษาแตกต่างกันออกไปในแต่ละบุคคล การรักษาอาศัยวิจารณญาณแพทย์เป็นสำคัญ**

ข้อดีของการรักษาหลุมสิวด้วย Scarlet Laser

  • ไม่เจ็บมาก Scarlet เป็นการทิ่มเข็มขนาดเล็กไปที่ผิวหน้าอย่างรวดเร็ว พร้อมกับคลื่น RF ที่มีความร้อนต่ำ จึงไม่ทำให้รู้สึกเจ็บมากนัก
  • ไม่เกิดรอยช้ำ รอยแผลจากการรักษา
  • ช่วยรักษาหลุมสิวได้ หน้าจะกระชับมากขึ้นด้วย

สิวมีกี่ประเภท แบบไหนแก้ยากสุด?

สิวคืออะไร?

สิว คือ การอักเสบของรูขนหรือเรียกอีกอย่างว่ารูขุมขน และต่อมไขมัน  โดยมากมักเป็นบริเวณหน้า คอ และลำตัวส่วนบน ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีต่อมไขมันขนาดใหญ่อยู่อย่างหนาแน่น สิวมักปรากฎอาการในช่วงวัยรุ่น ในผู้หญิงช่วงอายุ 14-17 ปี และในช่วงอายุ 16-19 ปีสำหรับผู้ชาย และมักหายไปในช่วงอายุ 20-25 ปี แต่ในบางคนอาจเป็นๆ หายๆ จนอายุ 40 ปี ขึ้นกับปัจจัยต่าง ๆ ที่ทำให้เกิดสิว

สาเหตุของการเกิดสิวมีอะไรบ้าง                                                                       

สาเหตุของการเกิดสิวนั้นมีหลากหลายไม่เฉพาะเจาะจง อาจเกิดได้จากสาเหตุต่างๆ ดังต่อไปนี้ เช่น

  • การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน
  • กรรมพันธุ์
  • การใช้ยา หรือสารเคมีบางชนิด
  • การใช้เครื่องสำอาง
  • สภาพผิวหน้าและความมันบนใบหน้า
  • นอกจากนี้ การดูแลผิวหน้าของแต่ละบุคคล ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการเกิดสิวอีกด้วย

ตำแหน่ง “สิว” บนใบหน้าบ่งบอก “โรค”

  • บริเวณหน้าผาก – ระบบทางเดินอาหาร
  • บริเวณระหว่างหัวคิ้ว – ตับ ภูมิคุ้มกัน
  • บริเวณจมูก – หัวใจ ระบบไหลเวียนเลือด ฮอร์โมน
  • บริเวณแก้ม – ระบบหายใจ
  • บริเวณคาง ริมฝีปาก – ฮอร์โมน รังไข่

สิว มีกี่ประเภท?     

  • แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักๆได้แก่                                                                                                     
  1. 1. สิวชนิดไม่อักเสบ คือ สิวที่เกิดจากการอุดตันของรูขุมขน เรียกว่า โคมีโดน (comedone) หรือเรียกอีกอย่างว่า สิวอุดตัน แบ่งออกเป็น 2 ชนิด ตามลักษณะของหัวสิว ได้แก่
  • 1.1 สิวหัวปิด หรือ สิวหัวขาว
  • 1.2 สิวหัวเปิด หรือ สิวหัวดำ
  1. 2. สิวชนิดอักเสบ คือ สิวที่มีการอุดตันของรูขุมขน และพบลักษณะของการอักเสบร่วมด้วย โดยมากมักเกิดตามหลังสิวหัวปิดที่ไม่ได้รับการรักษา ร่วมกับมีการติดเชื้อแบคทีเรียในบริเวณรูขุมขน แบ่งออกเป็น4ชนิด ตามลักษณะของสิวที่พบ

2.1 Papule (ผื่นนูน) หมายถึง สิวที่มีลักษณะตุ่มนูน สีแดง ขนาดเล็ก

2.2 Pustule (ตุ่มหนอง) หมายถึง สิวที่มีลักษณะตุ่มหนอง ซึ่งแบ่งเป็น ชนิดตื้น และชนิดลึก

2.3 Nodule (ตุ่มใหญ่) หมายถึง สิวที่มีลักษณะก้อนสีแดงที่ขนาดใหญ่ขึ้น โดยอาจพบเป็นหลายหัวสิวที่อยู่ติดกัน

2.4 Cyst (สิวหัวช้าง) หมายถึง สิวที่มีลักษณะก้อนนูนแดงขนาดใหญ่ มีความนุ่ม (ภายในอาจมีหนองปนเลือด

ระดับความรุนแรงของสิวมีกี่ประเภท?                                                             

สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทยจำแนกความรุนแรงของสิวออกเป็น 3 ระดับ ดังต่อไปนี้

“สิว” 7 ชนิด ต้องรักษาให้ไว สิวแบบไหนแก้ยากที่สุด?

  • 1. สิวหัวดำ (Blackheads) : สิวชนิดนี้เรียกว่า สิวอุดตันหัวเปิด หรือ สิวหัวดำ มีลักษณะเป็นตุ่มนูน เม็ดเล็ก ๆ มีรูเปิดออกจนเห็นหัวสิว และมองเห็นจุดสีดำอยู่บริเวณตรงกลาง ซึ่งจุดสีดำเกิดจากน้ำมัน (Sebum) ทำปฏิกิริยา oxidation กับออกซิเจนในอากาศ เปลี่ยนไขมันเป็นสีดำ
  • วิธีดูแล : มักจะใช้การทายารักษาสิวสำหรับรักษาสิวอุดตันโดยเฉพาะ และใช้การกดสิวร่วมด้วย
  • 2. สิวหัวขาว (Whiteheads) : สิวอุดตันหัวปิด หรือเรียกกันว่า สิวหัวขาว มีลักษณะเป็นตุ่มนูน สิวยังไม่มีรูเปิด จึงทำให้ดันผิวจนนูนขึ้นมา เมื่อใช้มือลูบจะรู้สึกเหมือนมีไตก้อนเล็ก ๆ บีบออกยาก เพราะรากสิวลึก สิวประเภทนี้เมื่อปล่อยไว้นานๆ จะขยายขนาดขึ้น และมีโอกาสกลายเป็นสิวอักเสบชนิดต่าง ๆ ได้สูง
  • วิธีดูแล : เน้นในเรื่องของการทำความสะอาดใบหน้าโดยแนะนำให้เลือกใช้เครื่องสำอางที่มีความเหมาะสมกับสภาพผิว หลีกเลี่ยงแสงแดด แสงแดดนั้นเป็นสาเหตุที่ทำให้ผิวหน้าที่มีสิวต้องเผชิญกับภาวะที่รุนแรงมากยิ่งขึ้น ดังนั้นหากเราป้องกันแสงแดดที่มีโอกาสเข้ามากระทบผิวหน้าโดยตรงก็จะช่วยให้ใบหน้าหลีกเลี่ยงจากการต้องเผชิญกับภาวะรุนแรงเช่นนั้นได้ แต่หากต้องเผชิญกับแสงแดดก็ต้องใช้ครีมกันแดดในระหว่างที่ใช้ยาทารักษาสิวหัวขาวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะผลิตภัณฑ์รักษาสิวโดยส่วนใหญ่นั้นมักมีผลต่อการทำให้ผิวหน้าไวต่อแดดและแสงได้
  • สิวหัวขาวอาจมีความแตกต่างกับสิวหัวดำอยู่บ้าง หลักๆ ก็คือสิวหัวดำสามารถบีบบออกมาได้ แต่สิวหัวขาวไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ แต่สิ่งที่สำคัญไม่ได้ขึ้นอยู่กับเรื่องนี้ แต่ขึ้นอยู่กับการรักษาที่ถูกต้องต่างหาก
  • 3. สิวเสี้ยน/สิวอุดตัน (Comedone) : สิวเสี้ยน มีลักษณะเป็นเสี้ยนเหมือนกับชื่อ สิวเสี้ยนเป็นความผิดปกติชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นกับรูขุมขน ลักษณะคล้ายกับการเกิดสิวอุดตัน คือ เกิดจากความผิดปกติของผิวหนังบริเวณรูขุมขนที่ทำให้มีการหนาตัวของชั้นขี้ไคล ร่วมกับมีการสะสมของขนอ่อนในรูขุมขนนั้นๆ ซึ่งอาจพบเส้นขนได้มากถึง 5-50 เส้น กระจุกขนอ่อนเหล่านี้นี่เองที่ทำให้เกิดลักษณะเป็นเสี้ยนสิวสีขาวๆ สิวเสี้ยนอาจพบได้ในหลายบริเวณที่มีรูขุมขนขนาดใหญ่ เช่น แผ่นหลัง ต้นแขน ต้นขา บริเวณจมูก คาง ผิวระหว่างคิ้ว และเมื่ออายุเพิ่มขึ้นก็ยิ่งพบได้มากขึ้น
  • วิธีดูแล : ใช้ยาทาที่ช่วยลดการอุดตัน เช่น ยาทาเบนซิล เพอร์ออกไซด์ หรือยาทาในกลุ่มกรดวิตามินเอ จะช่วยให้สิวเสี้ยนและสิวอุดตันหลุดออกได้ง่ายขึ้น ใช้ร่วมกับการกดสิว ควรพบแพทย์เพื่อเริ่มทายาอย่างถูกต้อง ในปริมาณที่เหมาะสมเท่านั้น หากใช้เยอะเกินไปอาจแพ้และระคายเคืองผิวได้
  • 4.สิวอักเสบแดงเป็นก้อน (Nodular Acne): เป็นสิวอักเสบชนิดหนึ่ง ลักษณะเป็นตุ่มสีแดงขนาดใหญ่ (ขนาดเกิน 0.5 ซม.) อยู่ใต้ผิวหนัง จับดูจะรู้สึกเป็นไตแข็งๆ เมื่อสัมผัสจะรู้สึกเจ็บ แบคทีเรียและน้ำมันในตุ่มสิวแตกกระจายอยู่ใต้ผิวหนัง สิวจะอักเสบนานหลายวัน เมื่อหายอาจเกิดแผลเป็นได้
  • วิธีดูแล : เมื่อเป็นสิวชนิดนี้ควรพบแพทย์เพื่อรับการรักษาที่เหมาะสม เพราะไม่สามารถรักษาเองได้ด้วยยาที่ขายตามร้านขายยาทั่วไป
  • 5. สิวชนิดตุ่มนูนแดง (Papule): สิวอักเสบชนิดถัดมา คือสิวตุ่มแดง เป็นตุ่มแดงเจ็บ ขนาดเล็ก ไม่เกิน 0.5 ซม. ส่วนมากสิวชนิดนี้เป็นสิวอักเสบในระยะแรกที่พัฒนามาจากสิวอุดตัน ขนาดจะเล็กกว่าสิวแบบ Nodular Acne และไม่มีอาการเจ็บเท่าไหร่
  • วิธีดูแล : ล้างหน้าให้สะอาดแบบอ่อนโยน ไม่ควรใช้สครับขัดผิวหน้า เพราะจะยิ่งเพิ่มอาการระคายเคือง
  • 6. สิวหัวหนอง (Pustule): นี่ก็สิวอักเสบเหมือนกัน มีลักษณะเป็นตุ่มแดงและปวด ข้างบนตุ่มมีหัวหนองสีเหลือง เป็นสิวที่มีอาการอักเสบมากกว่าสิวอักเสบชนิด Papule หรืออาจเกิดจากสิวมีการติดเชื้อแบคทีเรียอื่นแทรกซ้อน
  • วิธีดูแล : ล้างหน้าให้สะอาดแบบอ่อนโยน ไม่ควรใช้สครับขัดผิวหน้าเด็ดขาด เพราะจะยิ่งเพิ่มอาการระคายเคือง และควรใช้ยาแต้มสิวร่วมด้วยวันละ 2-3 ครั้ง
  • 7. สิวหัวช้าง (Acne Conglobata): เป็นสิวอักเสบชนิดรุนแรง มักเป็นในวัยรุ่นที่มีผิวหน้ามันมาก บางรายมีประวัติคนในครอบครัวเป็นสิวหัวช้างด้วย สิวหัวช้างมีลักษณะเป็นสิวอักเสบรุนแรงทุกชนิดขึ้นรวมกันหนาแน่น ได้แก่ สิว pustule, สิว nodule และสิว cyst หัวสิวมักแตก มีหนองเยอะ และมีเลือดไหลเยอะ สิวมักมีจำนวนมากที่ใบหน้า หน้าอก และแผ่นหลัง
  • วิธีดูแล : รักษาได้ยาก และจะกลายเป็นแผล เป็นก้อนนูนหรือหลุมสิวขนาดใหญ่ ควรพบแพทย์และรักษาโดยแพทย์

 

 

รักษาสิวแบบไหนดี?

5 วิธีรักษา “สิว” ให้หายขาด ใช้ยารักษาสิวแบบไหนดี?

การรักษา “สิว” มียาประเภทไหนบ้าง? แล้วถ้าไปพบแพทย์จะมีวิธีรักษา “สิว” ให้หายได้อย่างไร?

  1. 1. ยาทาสิว เจลแต้มสิว หากเป็นสิวเพียงเล็กน้อย สามารถดูแลตัวเองเบื้องต้นได้ง่ายๆ โดยล้างหน้าให้สะอาด ไม่บีบ ไม่แกะสิว พักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงอาหารหวานๆ มันๆ หลีกเลี่ยงการใช้เครื่องสำอางซึ่งอาจกระตุ้นให้เกิดสิว อาจทำให้สิวหายเองได้ แต่ถ้าคุณเป็นสิวค่อนข้างเยอะ โดยเฉพาะเป็นสิวอุดตัน การรักษาที่เหมาะสมคือการใช้ ยาทาสิว ที่ช่วยลดการอุดตัน เช่น ยาทาเบนซิลเปอร์ออกไซด์ หรือยาทากลุ่มกรดวิตามินเอ จะทำให้สิวหลุดออกได้ง่ายขึ้น ช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของสิว ทำให้ผิวแห้ง ลดการสะสมน้ำมันในชั้นผิวหนัง ส่วนถ้ามีสิวหัวหนองขนาดเล็กๆ ก็อาจใช้ เจลแต้มสิว ที่มีตัวยาเบนซิลเปอร์ออกไซด์ได้ด้วยเช่นกัน แต่ยาเหล่านี้หากใช้แบบผิดๆ อาจก่อให้เกิดการระคายเคืองได้ แนะนำว่าควรพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านผิวหนังก่อนเริ่มใช้ยารักษาสิวประเภทนี้
  1. 2. ยากินรักษาสิว สำหรับใครที่มีสิวในขั้นรุนแรง การดูแลตัวเองเบื้องต้น ร่วมกับทายาแต้มสิวอาจจะเอาไม่อยู่ คงต้องมาสู่วิธีรักษาสิวด้วยการรับประทานยาเม็ดรักษาสิว ซึ่งยากินรักษาสิวก็มีอยู่หลายแบบ ควรปรึกษาแพทย์ผิวหนังก่อนใช้ยากินรักษาสิว
  2. – ยาคุมกำเนิดแบบฮอร์โมนรวม: ตัวยามีฮอร์โมนเอสโตรเจน ซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศหญิง ช่วยลดการผลิตน้ำมันใต้ชั้นผิวหนัง ลดการอุดตันในรูขุมขน (สาเหตุการเกิดสิว) แต่มีผลข้างเคียง คือ อาการปวดหัว คลื่นไส้ ปวดหน้าอก น้ำหนักเพิ่ม ฯลฯ– ยาต้านฮอร์โมนเพศชาย: ยานี้ช่วยลดผลกระทบจากการมีฮอร์โมนเพศชายสะสมที่ต่อมไขมันใต้ผิวมากเกินไป จนทำให้เกิดการผลิตน้ำมันใต้ผิวหนังมาก จนทำให้เกิดสิวได้ง่าย แต่อาจมีผลข้างเคียง เช่น อาการปวดเต้านม ปวดประจำเดือนมาก เป็นต้น
  3. – ไอโซเตรติโนอิน: ยาอนุพันธ์ของกรดวิตามินเอ ใช้ในผู้ป่วยที่มีสิวอักเสบในระดับรุนแรงมากที่สุด และผู้ที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาสิวด้วยวิธีอื่น ๆ โดยผู้ที่ใช้ยาต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด เพราะมีความเสี่ยงต่อสุขภาพสูง เช่น เสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้า เสี่ยงต่อโรคลำไส้ใหญ่อักเสบเรื้อรัง และเสี่ยงต่อทารกในครรภ์ที่จะพิการรุนแรงแต่กำเนิด
  1. 3. ยาฉีดสิว ถัดมาเป็นการรักษาสิวด้วยการฉีดตัวยาไปที่สิวโดยตรง วิธีนี้ต้องทำการรักษาโดยแพทย์ผิวหนังเฉพาะทางเท่านั้น เหมาะกับการรักษาสิวประเภทสิวแดงก้อนลึกและสิวซีสต์ โดยแพทย์จะฉีดสเตียรอยด์ (Steroid) เข้าไปโดยตรงในบริเวณที่เป็นสิว ทำให้การบวมอักเสบของสิวหายไปโดยที่ไม่ต้องบีบสิวออกมา อาจมีผลข้างเคียง คือ ทำให้ผิวบาง อาจเห็นรอยเส้นเลือดใต้ผิวหนังได้
  1. 4. แสงรักษาสิว  แสงรักษาสิว Photodynamic Therapy (PDT) เป็นการฉายแสงเพื่อทำลายเชื้อแบคทีเรียต้นเหตุของการเกิดสิวอักเสบ เหมาะกับคนที่เป็นสิวอักเสบขั้นรุนแรง และสิวดื้อยา โดยแสงนี้มีความยาวคลื่นใกล้เคียงกับรังสีอัลตราไวโอเลตและแสงสีฟ้า  เมื่อเซลล์แบคทีเรียได้รับพลังงานที่สูงมากๆ เชื้อจะตายไป อีกทั้งยังช่วยลดความมันบนผิวไปพร้อมกันได้ด้วย การฉายแสงต้องดำเนินการโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อควบคุมคุณภาพและปริมาณของแสงให้เหมาะสม วิธีนี้อาจมีผลข้างเคียง คือ เจ็บผิวบริเวณที่ฉายแสง มีรอยแดง และผิวบริเวณที่ฉายแสงจะมีความไวต่อแสงแดด มีโอกาสแพ้แสงมากขึ้น
  2. 5. กดสิวและบำบัดผิว อีกหนึ่งวิธีสำหรับการรักษาสิวประเภทสิวอุดตัน ก็คือ การกดสิวและบำบัดผิว   ด้วย  ทรีตเมนต์ ใช้ในกรณีที่รักษาด้วยยาแล้วสิวหัวดำและสิวหัวขาวยังไม่หมดไป โดยแพทย์จะใช้เครื่องมือช่วยในการบีบเอาสิ่งที่อุดตันภายในสิวออกมาลข้างเคียง คือ อาจเกิดร่องรอยหรือรอยแผลเป็นได้ จึงควรรักษาร่วมกับการบำบัดผิว เช่น ใช้กรดซาลิเซลิกเพื่อผลัดผิวชั้นนอกออกไป ลดการอุดตันของน้ำมันและเซลล์ผิวที่ตาย แล้วในรูขุมขน และอาจใช้ครีมบำรุงผิวเข้มข้นร่วมด้วย

การรักษาหลุมสิวด้วย Subcision

การรักษาหลุมสิวด้วยวิธีเซาะพังผืด

Subcision เป็นการรักษาหลุมสิวด้วยวิธีเซาะพังผืด โดยใช้เข็มที่มีขนาดเล็ก (เบอร์ 18, เบอร์ 21) หรือที่เรียกว่า Nokor Needle เป็นเข็มที่มีลักษณะพิเศษตรงที่บริเวณปลายเข็มจะเป็นมีดขนาดเล็กไว้ใช้สำหรับตัด เซาะ พังผืดบริเวณหลุมสิวของเรา แต่ไม่ได้ตัดทิ้งไป เพื่อให้เกิดแผลหรือช่องว่างใต้หลุมสิวของเรา จากนั้นพังผืดที่ยึดอยู่ที่หลุมสิวหลุดออก และเป็นการกระตุ้นผิวหน้าของเราให้มีการรักษาอาการบาดเจ็บจากการถูกเซาะผิว โดยการเร่งสร้างคอลลาเจนบริเวณหลุมสิวของเรา Subcision เหมาะสำหรับคนที่มีปัญหาหลุมสิวมานานหลายปี โดยที่ไม่เคยรักษามาก่อน หากรักษาหลุมสิวด้วยวิธีอื่นก่อนอาจไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร จึงต้องมีการทำ Subcision ก่อน เพื่อให้การรักษามีประสิทธิภาพ

ข้อดีของการรักษาหลุมสิวด้วย Subcision

  1. 1. Subcision เป็นวิธีรักษาหลุมสิวที่มีประสิทธิภาพ เพราะมีการเซาะพังผืดออก จึงทำให้เกิดการสร้างเนื้อที่หลุมสิวอย่างเต็มที่ เหมาะกับคนที่เป็นหลุมสิวมานาน โดยเฉพาะคนที่เป็นหลุมสิวแบบแอ่งกระทะ การรักษาด้วยวิธีนี้ไม่มีผลข้างเคียง เพราะไม่มีการใช้แสงเลเซอร์ การใส่สารเข้าสู่ผิว
  2. 2. ไม่มีแผลเป็น และแผลที่เกิดจากการเซาะนั้น มีขนาดเล็กมาก อาจจะมีอาการช้ำในช่วงแรก แต่จะหายไปภายใน 1 สัปดาห์
  3. 3. ค่าใช้จ่ายในการทำไม่สูงเมื่อเทียบกับเลเซอร์
  4. 4. หลังทำ Subcision ผู้รับการรักษาสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ ไม่ต้องพักฟื้น

ข้อเสียของการรักษาหลุมสิวด้วย Subcision

  1. 1.เกิดรอยช้ำจากการทำ 3-14 วัน ขึ้นอยู่แต่ละบุคคล (อาจเกิดความเขียวช้ำได้หากไปโดนเส้นเลือด แต่ไม่ได้อันตราย)
  2. 2.อาจเกิดความรู้สึกเจ็บเล็กน้อยหลังการรักษา
  3. 3.หากทำในคลินิกที่ไม่ได้มาตรฐาน ใช้อุปกรณ์ที่ไม่สะอาด อาจเกิดการติดเชื้อใต้ผิวหนังได้

สาขา อุบลราชธานี

 

13.เอ็ม เมด อุบลราชธานี คลินิกเวชกรรม

1016 หมู่11 ตำบล โนนผึ้ง อำเภอ วารินชำราบ อุบลราชธานี 34190

Facebook:M Med Clinic Ubon เอ็มเมดคลินิกอุบล

line@:@mmedclinic

โทร.062-242 5000

แผนที่ สาขาอุบลราชธานี (Google map)