รักษาสิวแบบไหนดี?

5 วิธีรักษา “สิว” ให้หายขาด ใช้ยารักษาสิวแบบไหนดี?

การรักษา “สิว” มียาประเภทไหนบ้าง? แล้วถ้าไปพบแพทย์จะมีวิธีรักษา “สิว” ให้หายได้อย่างไร?

  1. 1. ยาทาสิว เจลแต้มสิว หากเป็นสิวเพียงเล็กน้อย สามารถดูแลตัวเองเบื้องต้นได้ง่ายๆ โดยล้างหน้าให้สะอาด ไม่บีบ ไม่แกะสิว พักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงอาหารหวานๆ มันๆ หลีกเลี่ยงการใช้เครื่องสำอางซึ่งอาจกระตุ้นให้เกิดสิว อาจทำให้สิวหายเองได้ แต่ถ้าคุณเป็นสิวค่อนข้างเยอะ โดยเฉพาะเป็นสิวอุดตัน การรักษาที่เหมาะสมคือการใช้ ยาทาสิว ที่ช่วยลดการอุดตัน เช่น ยาทาเบนซิลเปอร์ออกไซด์ หรือยาทากลุ่มกรดวิตามินเอ จะทำให้สิวหลุดออกได้ง่ายขึ้น ช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของสิว ทำให้ผิวแห้ง ลดการสะสมน้ำมันในชั้นผิวหนัง ส่วนถ้ามีสิวหัวหนองขนาดเล็กๆ ก็อาจใช้ เจลแต้มสิว ที่มีตัวยาเบนซิลเปอร์ออกไซด์ได้ด้วยเช่นกัน แต่ยาเหล่านี้หากใช้แบบผิดๆ อาจก่อให้เกิดการระคายเคืองได้ แนะนำว่าควรพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านผิวหนังก่อนเริ่มใช้ยารักษาสิวประเภทนี้

  1. 2. ยากินรักษาสิว สำหรับใครที่มีสิวในขั้นรุนแรง การดูแลตัวเองเบื้องต้น ร่วมกับทายาแต้มสิวอาจจะเอาไม่อยู่ คงต้องมาสู่วิธีรักษาสิวด้วยการรับประทานยาเม็ดรักษาสิว ซึ่งยากินรักษาสิวก็มีอยู่หลายแบบ ควรปรึกษาแพทย์ผิวหนังก่อนใช้ยากินรักษาสิว
  2. – ยาคุมกำเนิดแบบฮอร์โมนรวม: ตัวยามีฮอร์โมนเอสโตรเจน ซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศหญิง ช่วยลดการผลิตน้ำมันใต้ชั้นผิวหนัง ลดการอุดตันในรูขุมขน (สาเหตุการเกิดสิว) แต่มีผลข้างเคียง คือ อาการปวดหัว คลื่นไส้ ปวดหน้าอก น้ำหนักเพิ่ม ฯลฯ– ยาต้านฮอร์โมนเพศชาย: ยานี้ช่วยลดผลกระทบจากการมีฮอร์โมนเพศชายสะสมที่ต่อมไขมันใต้ผิวมากเกินไป จนทำให้เกิดการผลิตน้ำมันใต้ผิวหนังมาก จนทำให้เกิดสิวได้ง่าย แต่อาจมีผลข้างเคียง เช่น อาการปวดเต้านม ปวดประจำเดือนมาก เป็นต้น
  3. – ไอโซเตรติโนอิน: ยาอนุพันธ์ของกรดวิตามินเอ ใช้ในผู้ป่วยที่มีสิวอักเสบในระดับรุนแรงมากที่สุด และผู้ที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาสิวด้วยวิธีอื่น ๆ โดยผู้ที่ใช้ยาต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด เพราะมีความเสี่ยงต่อสุขภาพสูง เช่น เสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้า เสี่ยงต่อโรคลำไส้ใหญ่อักเสบเรื้อรัง และเสี่ยงต่อทารกในครรภ์ที่จะพิการรุนแรงแต่กำเนิด

  1. 3. ยาฉีดสิว ถัดมาเป็นการรักษาสิวด้วยการฉีดตัวยาไปที่สิวโดยตรง วิธีนี้ต้องทำการรักษาโดยแพทย์ผิวหนังเฉพาะทางเท่านั้น เหมาะกับการรักษาสิวประเภทสิวแดงก้อนลึกและสิวซีสต์ โดยแพทย์จะฉีดสเตียรอยด์ (Steroid) เข้าไปโดยตรงในบริเวณที่เป็นสิว ทำให้การบวมอักเสบของสิวหายไปโดยที่ไม่ต้องบีบสิวออกมา อาจมีผลข้างเคียง คือ ทำให้ผิวบาง อาจเห็นรอยเส้นเลือดใต้ผิวหนังได้

  1. 4. แสงรักษาสิว  แสงรักษาสิว Photodynamic Therapy (PDT) เป็นการฉายแสงเพื่อทำลายเชื้อแบคทีเรียต้นเหตุของการเกิดสิวอักเสบ เหมาะกับคนที่เป็นสิวอักเสบขั้นรุนแรง และสิวดื้อยา โดยแสงนี้มีความยาวคลื่นใกล้เคียงกับรังสีอัลตราไวโอเลตและแสงสีฟ้า  เมื่อเซลล์แบคทีเรียได้รับพลังงานที่สูงมากๆ เชื้อจะตายไป อีกทั้งยังช่วยลดความมันบนผิวไปพร้อมกันได้ด้วย การฉายแสงต้องดำเนินการโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อควบคุมคุณภาพและปริมาณของแสงให้เหมาะสม วิธีนี้อาจมีผลข้างเคียง คือ เจ็บผิวบริเวณที่ฉายแสง มีรอยแดง และผิวบริเวณที่ฉายแสงจะมีความไวต่อแสงแดด มีโอกาสแพ้แสงมากขึ้น
  2. 5. กดสิวและบำบัดผิว อีกหนึ่งวิธีสำหรับการรักษาสิวประเภทสิวอุดตัน ก็คือ การกดสิวและบำบัดผิว   ด้วย  ทรีตเมนต์ ใช้ในกรณีที่รักษาด้วยยาแล้วสิวหัวดำและสิวหัวขาวยังไม่หมดไป โดยแพทย์จะใช้เครื่องมือช่วยในการบีบเอาสิ่งที่อุดตันภายในสิวออกมาลข้างเคียง คือ อาจเกิดร่องรอยหรือรอยแผลเป็นได้ จึงควรรักษาร่วมกับการบำบัดผิว เช่น ใช้กรดซาลิเซลิกเพื่อผลัดผิวชั้นนอกออกไป ลดการอุดตันของน้ำมันและเซลล์ผิวที่ตาย แล้วในรูขุมขน และอาจใช้ครีมบำรุงผิวเข้มข้นร่วมด้วย